กะเหรี่ยง ทุ่งใหญ่นเรศวร
"ป่า ทุ่งใหญ่นเรศวร" ป่ามรดกโลกที่เรารู้จักกันในฐานะที่เป็นป่าตะวันตกผืนใหญ่
อุดมสมบูรณ์ทั้งพืชพันธุ์และสัตว์ป่า จนได้รับการประกาศให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอย่างเป็นทางการเมื่อปี
2517 แม้จะได้รับการดูแลอย่างเข้มแข็งจากภาครัฐด้วยมาตรการต่างๆจากกฎหมายที่เข้มงวด
แต่ผืนป่ายังประสบปัญหาใหญ่และปัญหาปลีกย่อยทับซ้อนหลายมิติจนยากที่จะแก้ให้สำเร็จ
โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับภาครัฐที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด นับวันความตึงเครียดของทั้งสองฝ่ายก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นในป่าทุ่งใหญ่นั่นก็คือ วิถีการทำไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยง
ซึ่งปลูกข้าวและพืชอื่นๆในพื้นที่ผืนหนึ่งเพียงปีหรือสองปีแล้วเวียนไปยังอีกพื้นที่หนึ่ง
จากนั้นจะปล่อยพักฟื้นระยะยาวให้ผืนดินคืนความสมบูรณ์เพื่อรอวันมาทำการผลิตอีกครั้ง
แต่ระบบเกษตรกรรมพื้นบ้านดังกล่าว ภาครัฐมีความคิดฝังหัวว่า เป็นการทำไร่เลื่อนลอย
ซึ่งทำลายพื้นที่ป่ามหาศาล นับจากที่ภาครัฐประกาศใช้กฎหมายอนุรักษ์ป่าอย่างเข้มข้นเพื่อรักษาระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติ
แต่ กลับขาดความเข้าใจในมิติทางด้านนิเวศนวัฒนธรรม โดยตัดตอนชุมชนชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยป่าทุ่งใหญ่เป็นถิ่นฐานและดำรงชีวิตมาหลายศตวรรษออกจากการรับรู้ของสังคมไทยนั้น
แนวคิดต่อต้านการทำไร่หมุนเวียนและพยายามขับไล่คนกะเหรี่ยงออกจากป่าทุ่งใหญ่
รวมทั้ง อีกหลายพื้นที่ในผืนป่าตะวันตกเช่น ป่าอุ้มผาง จึงเพิ่มดีกรีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
และเต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างชาวกะเหรี่ยงกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ เพราะถ้ารักษาป่าทุ่งใหญ่โดยไม่มีคนกะเหรี่ยง
ป่าผืนนี้ก็คงไม่ใช่มรดกโลกอีกต่อไป
กว่าศตวรรษที่ผ่านมา
ประวัติศาสตร์ของผืนป่าตะวันตกไม่ได้บรรจุเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง ชุมชนกะเหรี่ยงที่มีต่อธรรมชาติไว้ให้สังคมไทยได้รับรู้
จากข้อมูลเกี่ยวกับชาวกะเหรี่ยงในป่าทุ่งใหญ่ของปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี เจ้าหน้าที่จากโครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ
ระบุว่านับตั้งแต่สมัยปลายอยุธยาจนถึงช่วงกลางสมัยรัตนโกสินทร์ ฐานะของชุมชนกะเหรี่ยงในผืนป่าตะวันตกได้รับการยอมรับจากรัฐไทยตลอดมา
หลังจากอพยพหนีการรุกรานของกองทัพพม่าที่เข้ามาโจมตีไทย ชาวกะเหรี่ยงเริ่มปักหลักตั้งถิ่นฐานบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำแควใหญ่
แควน้อยตอนบน เมืองศรีสวัสดิ์และเมืองสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี แม่น้ำแม่กลอง เมืองอุ้มผาง
จ.ตาก ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญของไทย อีกทั้งผู้นำกะเหรี่ยงในชุมชนก็ยังได้รับพระราชทานตำแหน่งเป็นเจ้าเมือง
ดูแลปกครองดินแดนแถบดังกล่าวและมีอิสระในการดำเนินชีวิตภายใต้แบบแผนประเพณีแห่งการยังชีพด้วยวิถีทางของตัวเอง
เมื่อครั้งพระศรีสุวรรณ ปกครองเมืองสังขละบุรี ในสมัยรัชกาลที่ 3 ชุมชนกะเหรี่ยงทำไร่ข้าว
ทุกวันนี้ก็ยังทำไร่เช่นเดิม เพราะข้าวเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตชาวกะเหรี่ยง
ไร่ข้าวจะอยู่ตามสายน้ำ หมู่บ้านกะเหรี่ยงในป่าทุ่งใหญ่จะตั้งบ้านเรือนอยู่ริมฝั่งลำห้วยใหญ่น้อย
ป่าแก่หรือไม้ใหญ่จะไม่โค่นเพราะน้ำจะแห้ง ตามความเชื่อของชาวกะเหรี่ยง ทำเลเหมาะสมในการตั้งบ้านเรือนจะต้องเป็นพื้นที่ราบ
มีความลาดชันไม่มาก ไม่อยู่ติดภูผาและไม่อยู่ในป่าใหญ่หรือป่าดงดิบ ดังนั้นอาณาบริเวณรอบหมู่บ้านมักเป็นป่าเบญจพรรณ
ซึ่งมีไม้ไผ่เป็นหลัก เหมาะสมกับการทำไร่ข้าว ซึ่งถือเป็นหัวใจของการยังชีพของชุมชนกะเหรี่ยงมาหลายศตวรรษ
สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองใน 100 ปีที่ผ่านมา นับว่าเป็นช่วงเวลาที่เริ่มส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการปรับตัวของชุมชนกะเหรี่ยง
โดยเฉพาะนโยบายการอนุรักษ์ด้วย
สายตาหวาดระแวงของภาครัฐตลอดมา มาตรการปราบปรามที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้ในปัจจุบันคือ
แผนบินตรวจสอบป่าทุ่งใหญ่ บริเวณใดที่มีชาวบ้านบุกรุกแผ้วถางป่า ก็จะจับกุมและดำเนินคดีทันที
โดยอาศัยอำนาจตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2541 อานนท์ เสตะพันธุ์
อบต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี เชื้อสายกะเหรี่ยงรุ่นใหม่ เล่าถึงวิถีการดำรงชีวิตของชาวกะเหรี่ยงว่า
การทำไร่หมุนเวียนเป็นแบบแผนทางการผลิตดั้งเดิมที่สืบทอดมาแต่อดีต พวกเราทำไร่ข้าวด้วยความพอดี
ข้าวมีค่ามากกว่าทรัพย์สินเงินทอง วิถีการผลิตแบบพอเพียงนี้ตรงข้ามกับระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่
ซึ่งนำไปสู่ความละโมบ ไม่รู้จักพอ การทำไร่หมุนเวียน เป็นระบบการผลิตที่ต้องอาศัยความรู้ทางด้านนิเวศน์วิทยาที่ละเอียดอ่อนซับซ้อน
เช่น ความรู้เรื่องป่า ภูมิอากาศ พืชพันธุ์ สัตว์ป่าและสิ่งคุ้มครองธรรมชาติ
"เมื่อก่อนที่ยังไม่มีการประกาศเป็นป่าสงวน ป่าไม้ก็ไม่ถูกทำลาย
เพราะเรามีวัฒนธรรมดูแลไม้ใหญ่ ต้นน้ำลำธาร ปลูกข้าวก็ไม่พึ่งปุ๋ย ถ้าเราทำลายแล้วจะเหลือป่าไว้ให้มีกฎหมายอนุรักษ์หรือไม่
ทุกวันนี้เราก็รับรู้ปัญหา จึงมีการเรียกประชุมชาวบ้านในหลายหมู่บ้านเป็นประจำเพื่อให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่โดยไม่บุกรุกพื้นที่ใหม่
แต่ทางการก็ไม่น่าจะขับไล่เราให้ไปอยู่ที่อื่น" อบต.ไล่โว่ กล่าวและว่า
เจ้าหน้าที่ระดับล่างยอมรับในวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงมากกว่าผู้บริหารหน่วยงานเสียอีก
แต่ก็ยังไม่มีขอบเขตที่ชัดเจนในแง่ของการปฏิบัติ ส่วนขั้นตอนของการทำไร่หมุนเวียน
ชาวกะเหรี่ยงจะใช้พื้นที่ป่าไผ่ ซึ่งเหมาะสมกับการทำไร่ข้าวที่สุด เพราะดินมีความอุดมสมบูรณ์
ป่าไผ่อายุการฟื้นตัวเร็วเพียงไม่ถึง 10 ปี และต้นไม้ใหญ่ในป่าไผ่มีอยู่ไม่มากนัก
จึงใช้แรงงานในการถางไร่น้อย ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการทำไร่เลื่อนลอยของชนเผ่าที่สูงอื่น
ซึ่งมักเป็นป่าดิบชื้น ในการทำไร่แต่ละครั้งต้องใช้แรงงานมากและไม่หมุนเวียน
โดยจะทำซ้ำพื้นที่จนดินเสื่อมสภาพและโยกย้ายเปลี่ยนพื้นที่ใหม่ทั้งหมู่บ้าน ชาวกะเหรี่ยงในผืนป่าตะวันตก
มักจะไม่ทำไร่ในป่าดงดิบเพราะการตัดไม้ใหญ่เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับความเชื่อ เช่น
พื้นที่บนภูเขาหรือสันเขา ที่เรียกว่า ที่ดินหลังเต่า เชื่อกันว่าเป็นสัตว์เชื่องช้าและนำโชคไม่ดีมาให้
ในทางนิเวศน์แล้ว ที่ดินดังกล่าวมีภาวะการพังทลายของหน้าดินสูง หรือหากเปิดพื้นที่ทำไร่ในเขตที่มีน้ำผุดออกมา
เชื่อกันว่าทำให้เจ็บป่วย ในทางนิเวศน์คือ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารนั่นเอง
ทั้งนี้การถือครองที่ดินในหมู่บ้านเป็นการถือครองร่วมกัน ไม่มีใครเป็นเจ้าของ
พื้นที่ในการทำไร่จึงไม่กำหนดแน่นอนตายตัวว่าที่ดินบริเวณใดเป็นของใคร ดังนั้นการไม่เป็นเจ้าของที่ดิน
ไม่ได้หมายความว่า ไม่เป็นหลักแหล่ง ดังที่หน่วยงานราชการภายนอกมักเข้าใจผิดกัน
ส่วนความเชื่อในผืนดินที่อาศัยอยู่และทำกิน ถือเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของชาวกะเหรี่ยง
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองแผ่นดินคือ "ซ่งทะรี" อาจเปรียบได้กับแม่พระธรณีของไทย
ช่วยปกปักรักษาผืนดิน เมื่อเริ่มทำไร่จะต้องทำพิธีบอกกล่าวแก่ซ่งทะรีเสียก่อน
และนับถือ "พิบุ๊โย" เหมือนกับพระแม่โพสพของไทย ที่มีความสำคัญในการดูแลข้าว
ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ชาวกะเหรี่ยงทำการถางพื้นที่ ตากไร่และเผาไร่ ส่วนเดือนเมษายน
เป็นช่วงปีใหม่ของชาวกะเหรี่ยง เป็นช่วงเวลาแห่งความรื่นเริง จะไม่มีการทำงานหนัก
ก่อนที่จะเริ่มทำงานอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม โดยเผาไร่อีกครั้งเพื่อให้ดินมีธาตุอาหารสมบูรณ์และทำลายวัชชพืช
เมื่อฝนแรกเริ่มลงมาในเดือนมิถุนายนจะมีการหยอดเมล็ดข้าว ซึ่งเป็นการทำเกษตรแบบประณีต
แล้วจะเก็บเกี่ยวนำข้าวขึ้นยุ้งฉางในเดือนพฤศจิกายน นอกจากนี้ยังมีการปลูกพริกเพื่อนำไปขายอีกด้วย
ภายใต้การดำเนินวิถีชีวิตด้วยการทำไร่ข้าวแบบหมุนเวียน เราจะพบว่าขั้นตอนต่างๆในการทำไร่
คนกะเหรี่ยงจะปฏิบัติต่อธรรมชาติด้วยความเคารพ ไม่ได้มองธรรมชาติเป็นเพียงส่วนประกอบของดินกับทราย
หากมนุษย์เป็นเพียงผู้เข้ามาขอใช้และเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติเพื่อยังชีพให้อยู่รอด
วิถีแห่งการเป็นกะเหรี่ยงที่แท้จะช่วยให้สังคมกะเหรี่ยงและธรรมชาติอยู่รอด แต่ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ป่าไม้พยายามบีบบังคับให้คนกะเหรี่ยงเป็นเจ้าของที่ดินและทำไร่ในพื้นที่จำกัดเพียง
2-3 แปลง ด้วยนโยบายการจัดเก็บภาษีที่ดิน นับว่าเป็นเงื่อนไขที่สร้างผลกระทบต่อเสถียรภาพในการใช้ที่ดินป่าของคนกะเหรี่ยงโดยแท้
เพราะเท่ากับเป็นการตัดตอนระยะเวลาการฟื้นสภาพป่าให้สั้นลงและมีผลต่อระบบนิเวศน์ของป่าในที่สุด
อนาคตของชุมชนกะเหรี่ยงและป่าทุ่งใหญ่ จึงต้องเป็นสิ่งที่ต้องคิดกันให้ไกล สิ่งจำเป็นที่จะต้องยอมรับกันในเบื้องต้นก็คือ
การที่ชุมชนเหล่านี้สามารถดำรงชีวิตในป่าทุ่งใหญ่มาได้เป็นเวลาหลายร้อยปี โดยรักษาความสมดุลย์ทางธรรมชาติตลอดมานั้นด้วยความรู้ทางนิเวศน์วิทยา
อันเกิดจากการเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์มาแต่รุ่นบรรพบุรุษ ความรู้เหล่านี้เป็นความรู้ในระดับรากฐานของสังคมไทยและมีบทบาทต่อสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นมาช้านาน
หากแต่ถูกละเลยไม่ได้รับการยอมรับในทางคุณค่าให้มีฐานะเป็นความรู้สมัยใหม่ อย่างไรก็ตาม
ความจริงที่ว่าสังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรมทั้งในที่ราบลุ่มและที่สูงของทุกภูมิภาคล้วนพึ่งพาอาศัยและอยู่ร่วมกับธรรมชาติด้วยความรู้และประสบการณ์อันน่าสนใจ
ชุมชนกะเหรี่ยงในป่าทุ่งใหญ่นั้นก็เป็นตัวแทนของชุมชนเกษตรกรรมในอีกลักษณะหนึ่ง
ซึ่งภูมิปัญญาท้องถิ่นมีความสัมพันธ์กับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การศึกษาเพื่อประโยชน์ของป่าทุ่งใหญ่
สังคมกะเหรี่ยงและสังคมไทยในอนาคต
ประวัติความเป็นมา ของ ทุ่งใหญ่นเรศวร
เมื่อปี พ.ศ.2508 ป่าไม้เขตบ้านโป่งขอให้กรมป่าไม้ประกาศห้ามการล่าสัตว์ป่าในบริเวณป่าทุ่งใหญ่
เนื่องจากเห็นว่ามีสัตว์ป่าอาศัยอยู่อย่างชุกชุมและมีคนเข้าไปล่าสัตว์ป่ากันมากกองบำรุง
กรมป่าไม้ ซึ่งรับผิดชอบงานด้านการสงวนและคุ้มครองสัตว์ในขณะนั้นจึงได้ส่ง เจ้าหน้าที่ไปสำรวจและตรวจสอบในปี
พ.ศ.2510 และเห็นว่ามีความเหมาะสมที่จะจัดตั้งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แต่เนื่องบริเวณพื้นที่มีขนาดใหญ่ยังมีประทานบัตรและการอนุญาตทำประโยชน์อื่น
ๆ อีกหลายอย่างในป่าแห่งนี้ จึงได้มีหนังสือขอความร่วมมือจากจังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดตาก
ระงับใบอนุญาตใด ๆ ที่กระทบกระเทือนต่อแผนการจัดตั้งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์
และได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกไปดำเนินการเตรียมการจัดตั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตั้งแต่เดือนมกราคม
พ.ศ. 2516
ต่อมาได้ปรากฏข่าวอื้อฉาวทางหน้าหนังสือพิมพ์ว่า เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ของทางราชการเครื่องหนึ่งเกิดอุบัติเหตุตกพังพินาศที่อำเภอบางเลน
จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2516 มีผู้เสียชีวิต 6 คน และพบซากสัตว์ป่าปะปนอยู่กับซากปรักหักพังของเฮลิคอปเตอร์
ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงไปถึงกรณีที่สื่อมวลชนและนิสิตนักศึกษากลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติได้ไปพบคณะล่าสัตว์ในป่าทุ่งใหญ่
ทำการล่าสัตว์โดยไม่เกรงกลัวต่อเจ้าหน้าที่ และยืนยันว่าเป็นคณะเดียวกันกับเฮลิคอปเตอร์ที่ตก
ทำให้กรณีทุ่งใหญ่เป็นข่าวใหญ่และเป็นที่สนใจของคนทั่วไปอยู่เป็นเวลานาน
คณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2516
และมีมติให้ดำเนินการประกาศป่าทุ่งใหญ่เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยให้ชื่อว่า
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่เคยหยุดทัพในบริเวณทุ่งใหญ่ระหว่างการยกทัพไปรบกับพม่า
และได้ดำเนินการต่อไปตามขั้นตอนจนเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ประกาศในราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษ
เล่ม 91 ตอนที่ 72 ลงวันที่ 24 เมษายน พ.ศ.2517 ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนร่วมกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งให้เป็นมรดกทางธรรมชาติของโลกเมื่อพ.ศ.
2534
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี
จังหวัดกาญจนบุรี และตำบลแม่ละมุ้ง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ
33,647.2 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,279,500 ไร่
อาณาเขตติดต่อ
ทิศเหนือ จรดหมู่บ้านยางแดง บ้านกะเหรี่ยงมาจี บ้านกะเหรี่ยงมาจีใหม่
ในเขตจังหวัดตาก
ทิศใต้ จรดแม่น้ำรันตีและแนวเขตวกลงไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตามลำห้วยแยกของแม่น้ำรันตึไปจรดขุนห้วยหงียาย
ทิศตะวันตก จรดพรมแดนประเทศสหภาพพม่า และพื้นที่สัมปทานเหมืองแร่ บางส่วน
การเดินทาง
1.ทางด้านตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี
การคมนาคมไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรทางด้านตะวันตกอยู่ในสภาพที่ไม่สะดวก
มีเส้นทางรถยนต์ซึ่งเป็นทางรถบรรทุกแร่จากหมู่บ้านกระเหรี่ยงคลิตี้ (ตำบลทุ่งเสือโทน
อำเภอทองผาภูมิ) เพียงทางเดียวที่ผ่านที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่ห้วยซ่งไท้เข้าสู่ทุ่งใหญ่
ระยะทางจากคลิดี้ถึงที่ทำการเขต ฯ ประมาณ 45 กิโลเมตร การเดินทางในฤดูฝนค่อนข้างลำบากและอันตรายเนื่องจากต้องข้ามภูเขา
ลำห้วยหลายสาย การเดินทางจากตัวจังหวัดกาญจนบุรีไปยังหมู่บ้านกระเหรี่ยงคลิดี้
มีทางคมนาคมสะดวกกว่า โดยมีถนนลาดยางไปถึงเขื่อนศรีนครินทร์ระยะทางประมาณ 64
กิโลเมตร และมีถนนลูกรังผ่านอุทยานแห่งชาติศรีนครินทร์ถึงคลิดี้ระยะทางประมาณ
90 กิโลเมตร หากจะเดินทางผ่านอำเภอศรีสวัสดิ์ก็มีถนนลาดยางก่อนถึงทางแยกเข้าเขื่อนศรีนครินทร์
ไปยังอำเภอศรีสวัสดิ์ ผ่านอำเภอศรีสวัสดิ์ไปข้ามแพขนานยนต์ที่ท่าแฉลบ เป็นถนนลูกรังไปรวมกับเส้นทางเดิมไปถึงคลิดี้
เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีเส้นทางรถยนต์ขนส่งแร่จากคลิดี้ไปยังอำเภอสังขละบุรีและอำเภอ
ทองผาภูมิโดยตรงได้อีกด้วย แต่เส้นทางไม่สะดวกตลอดปี
2.ทางด้านตะวันออก จังหวัดตาก
การเดินทางการเดินทางสู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันออก โดยปกติแล้วจะลำบากมากในฤดูฝน
สามารถเดินทางโดยรถโดยสารได้หลายสาย แต่ละสายเดินรถเพียงวันละ 1 เที่ยวเท่านั้น
คือ
รถยนต์โดยสารจากอำเภอแม่สอด-อำเภออุ้มผาง ระยะทาง 169 กิโลเมตร
รถยนต์โดยสารจากอำเภออุ้มผาง-หมู่บ้านกะแง่คี ระยะทาง 47 กิโลเมตร
เรื่องราวโดย : มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร / oceansmile.com
เอื้อเฟื้อภาพโดย : poldev จาก : www.siamensis.org