มอแกน คนทะเล
มอแกน..มาจากไหนฉันไม่รู้ ชีวิตอยู่คู่ทะเล..มานานแสน ได้เดินทางระหว่างเกาะ..ทั่วดินแดน
ทะเล..คือแว่นแคว้นของพวกเรา
มอแกน..คนกล้าทะเล
( นามสกุล "กล้าทะเล" สมเด็จย่าเป็นผู้พระราชทานให้ )
ในประเทศไทย มีชาวเลอยู่ 3 กลุ่ม คือ มอแกน มอแกลน และอูรักลาโว้ย ทั้งสามกลุ่มพูดภาษาตระกูลออสโตรนีเชียน
แต่ทว่าแต่ละกลุ่มก็มีภาษาย่อยของตนเองซึ่งเป็นภาษาพูด ไม่มีภาษาเขียน และต่างก็มีวัฒนธรรมประเพณีของตนเอง
แต่มีประเพณีบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน เช่น พิธีฉลองวิญญาณบรรพบุรุษและพิธีลอยเรือ
ชาวเลมอแกลน มีประชากรประมาณ 2,500 คน กระจายตัวอยู่ตามหมู่บ้านในจังหวัดพังงาและภูเก็ต
มีภาษาที่คล้ายคลึงกับภาษามอแกน จึงสามารถสื่อสารกับมอแกนได้ มอแกลนตั้งถิ่นฐานอยู่อย่างถาวรมานานกว่าร้อยปีทำให้ผสมผสานภาษาและวัฒนธรรมไทยค่อนข้างมาก
มีสถานะเป็นพลเมืองไทย บางครั้ง จึงเรียกว่า ไทยใหม่ เด็กๆ เข้าศึกษาในโรงเรียนในท้องถิ่น
หลายคนนับถือศาสนาพุทธ แต่ยังคงเชื่อในวิญญาณบรรพบุรุษและมีงานฉลองใหญ่ในอำเภอ
บางสัก จังหวัดพังงา ทุกปี
ชาวเลอูรักลาโว้ย มีประชากรประมาณ 4,000 คน เป็นชาวเลกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
อูรักลาโว้ยตั้งถิ่นฐานอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ บริเวณชายฝั่งหรือบนเกาะในจังหวัดภูเก็ต
กระบี่และสตูล ถึงแม้ว่าจะมีการผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมไทยและกลายเป็น ไทยใหม่
แต่อูรักลาโว้ยในหลายหมู่บ้านยังคงมีพิธีลอยเรือปีละ 2 ครั้ง
ศูนย์การเรียนชุมชน
: โอกาสเรียนรู้ของเด็กมอแกน
มอแกนเป็นชาวเลใช้ชีวิตและเดินทางอยู่ตามเกาะต่าง ๆ ในทะเลอันดามัน มีวิถีชีวิต
มีภาษา และวัฒนธรรมที่ต่างจากผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมไทย
ก่อนเกิดสึนามิชาวมอแกนมักจะมีวิถีชีวิตที่เร่ร่อนอยู่ตามหมู่เกาะต่าง ๆ ระหว่าง
ไทย-พม่า และหลังจากเกิดสึนามิ ทางอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ได้สร้างบ้านที่ค่อนข้างถาวรให้อยู่บริเวณอ่าวบอน
ตำบลพระทอง อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ซึ่งขณะนี้มีอยู่จำนวน 6 ครัวเรือน ประชากรประมาณ
224 คน เป็นผู้ใหญ่ 122 คน เด็ก 102 คน เดิมทีเด็กเหล่านี้มีโอกาสได้เรียนหนังสือจากโรงเรียนสุรัสวดี
ที่ตั้งอยู่บนอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์แต่ด้วยภาวะทางธรรมชาติที่กลืนโรงเรียนไปทำให้เด็กขาดโรงเรียนที่จะเรียนรู้ต่อไป
แต่....ด้วยพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงห่วงใยเด็ก
และคุณภาพชีวิตของชาวมอแกน จึงมีพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียนและอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ร่วมกันจัดการเรียนการสอนในรูปแบบของ
ศูนย์การเรียนชุมชนชาวมอแกน ขึ้นโดยพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์มาสนับสนุนการดำเนินงาน
เช่น ค่าตอบแทนครู สื่อ และอุปกรณ์ทางการศึกษา
โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม
2548 เป็นต้นมาจากผลงานของครูที่ลงมาปฏิบัติงานได้เกือบปีพบว่าเด็ก ๆ ชาวมอแกนสนุกสนานกับการเรียนรู้เป็นอย่างมาก
และครูผู้สอนก็ไม่ได้ยึดห้องเรียนเป็นหลัก แต่ครูจะพาเดินไปรอบหมู่บ้านเพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้แก่เด็กในเรื่องของสิ่งแวดล้อม
โดยต้องอาศัยเด็กสื่อสารไปยังผู้ปกครอง ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้
โดยเฉพาะวิถีชีวิตที่คงจะต้องเปลี่ยนและไม่อยากให้อนุรักษ์ไว้คือ การถ่ายอุจจาระริมหาดในยามเช้าของผู้ใหญ่
ทั้ง ๆ ที่ขณะนี้ได้มีส้วมให้แล้วจำนวน 3 จุด แต่คงจะต้องค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง
แต่อย่างไรก็ตาม ภาษาไทยก็ยังมีความจำเป็นอย่างมากสำหรับชาว มอแกน หากตราบใดยังมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติ
หมู่เกาะสุรินทร์ เนื่องจากแรงงานส่วนหนึ่งทางอุทยานฯ ได้มาจากชาวมอแกน
สำหรับเด็กหากทักทายภาษาอังกฤษได้ก็จะเป็นเสน่ห์สำหรับชาวต่างชาติเป็นอย่างยิ่ง
ซึ่งทุกคน ก็ฝากความหวังไว้กับครู 2 ท่านที่จะทำหน้าที่ครูอาสาสอนชาวมอแกนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
และเชื่อว่าครูทั้งสองคงมีงานทำอย่างไม่มีวันสิ้นสุด และที่สำคัญ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไม่ละเลยในเรื่องของสวัสดิการสำหรับครูผู้เสียสละทั้งสองคนด้วย
หลังจากเฝ้าดูชาวมอแกนหมู่เกาะสุรินทร์ ประกอบพิธีฉลองเสาหล่อโบงจนเสร็จสิ้นถึงวันสุดท้าย
เย็นนั้นผมติดตามชาวมอแกนกลุ่มใหญ่นั่งเรือหัวโทงจากอ่าวช่องขาดกลับหมู่บ้านไทรเอน
เพื่อขอพักแรมในกระท่อมของครอบครัวลุงดูนุงและป้ามูกิ
ลุงดูนุงบอกว่าจะออกไปแทงปลามาให้เรากิน
ผมและช่างภาพจึงขอติดตามออกไปด้วย ช่วงเย็นเป็นเวลาน้ำลง
แนวน้ำทะเลถอยออกไปเสียไกลลิบ ทิ้งให้หาดทรายหมาดน้ำแผ่กว้างไปสุดตา ลุงดูนุงเปลือยร่างท่อนบน
พันผ้าขาวม้าคาดเอว สวมกางเกงในตัวเดียว ฉวยฉมวกคู่ใจ หรือที่ชาวมอแกนเรียกว่า"ชูม"
ด้ามเป็นไม้ไผ่ลำยาวสูงเลยหัว ปลายฉมวกเป็นเหล็กแหลมสามเงี่ยง เดินลงสู่หาดทราย
มุ่งหน้าไปหาทะเล
ผมเดินตามลุงดูนุงไปห่างๆ ตีนเปล่าย่ำผ่านพื้นทรายหนืดเหนียวชุ่มน้ำ
ไปถึงบริเวณที่ระดับน้ำสูงเหนือตาตุ่ม ใต้น้ำเกลื่อนไปด้วยกองหินและแนวปะการังขนาดเล็กที่มีปลาตัวจิ๋วสีสดแหวกว่ายชวนมอง
ลุงดูนุงทางด้านหน้าเดินไปถึงบริเวณที่ระดับน้ำสูงเกือบครึ่งแข้ง ก้าวย่างของแกเต็มไปด้วยท่าทีมั่นใจ
สายตาสอดส่ายทั่วผืนน้ำ แดดเหลืองนวลยามเย็นสาดจับผิวกายแกเป็นประกายเรื่อเรือง
ทันใดลุงดูนุงเงื้อฉมวกขึ้นด้วยมือขวา มือซ้ายแตะประคองกลางด้าม แล้วพุ่งฉมวกลงน้ำสุดแรง
ครั้งแรกพลาด ครั้งที่สองไม่ได้อะไร แต่ครั้งที่สามลุงดูนุงกระโจนไปข้างหน้าอย่างเร็วรี่
จนผิวน้ำแตกกระจายตามแรงเท้า ดึงฉมวกที่ปักเฉียงกับผืนทรายขึ้นมา โจนพรวดตามไปอีกสี่ห้าก้าว
พุ่งฉมวกลงไปอีกครั้ง คราวนี้ผืนน้ำแตกกระเซ็นซ่านจากสิ่งที่ดิ้นพราดอยู่เบื้องล่าง
เมื่อลุงดูนุงตามไปยกฉมวกขึ้นมา ก็เห็นปลาสลิดหินขนาดเขื่องสะบัดตัวเร่าอยู่บนเงี่ยงฉมวกแหลมคม
อีกอึดใจลุงดูนุงก็แทงปลาได้อีกตัว ขณะพวกเรากำลังเดินกลับหมู่บ้าน ดวงอาทิตย์ค่อยๆ
ลดต่ำกระทั่งลับเหลี่ยมเขาที่ทอดตัวทะมึนอยู่ด้านหลังแนวกระท่อม ความมืดสลัวค่อยๆ
คลี่ขยายลงปกคลุมทั่วเวิ้งอ่าวไทรเอน ทันใดแว่วเสียงเด็กๆ ในหมู่บ้านร้องเพลงชาติไทยดังมาแต่ไกล
"ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน..."
เสียงเพลงของเด็กมอแกนทำให้ผมรู้ว่าขณะนี้ถึงเวลาหกโมงเย็น อันเป็นเวลาเคารพธงชาติ...
คัดจาก เรื่อง ยิบซีทะเล
ผู้หยุดเร่ร่อน : โดย จักรพันธุ์ กังวาฬ / เอื้อเฟื้อข้อมูล: อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์